รู้จัก ธุรกิจผลิตไฟฟ้า จากความร้อนใต้พิภพ ในไอซ์แลนด์ /โดย ลงทุนแมน ปี 1904 หรือ 118 ปีก่อน นักธุรกิจชาวไอซ์แลนด์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอกกรุงเรคยาวิก ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ที่มีกำลังการผลิต 9 กิโลวัตต์ขึ้นมา

203 Views  | 

รู้จัก ธุรกิจผลิตไฟฟ้า จากความร้อนใต้พิภพ ในไอซ์แลนด์ /โดย ลงทุนแมน ปี 1904 หรือ 118 ปีก่อน นักธุรกิจชาวไอซ์แลนด์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอกกรุงเรคยาวิก ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ที่มีกำลังการผลิต 9 กิโลวัตต์ขึ้นมา

การใช้งานไฟฟ้าในไอซ์แลนด์ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังโลกเริ่มรู้จักการใช้งานไฟฟ้า แต่ทว่ามันกลับแพร่กระจายภายในประเทศไปอย่างช้า ๆ และเป็นเวลาเกือบ 20 ปีให้หลัง ถึงเริ่มมีหน่วยงานท้องถิ่นสร้างโรงไฟฟ้าแห่งแรกขึ้นมา

เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศเริ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
รัฐบาลไอซ์แลนด์จึงได้เล็งเห็นความสำคัญ ในการจัดตั้งบริษัทพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ

ตรงนี้เอง ที่บริษัท Landsvirkjun อ่านว่า “ลันด์สเวิร์คอุน” ได้ถูกก่อตั้งขึ้น
เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศไอซ์แลนด์

แล้วเรื่องราวของบริษัทพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ประเทศไอซ์แลนด์นั้น เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ในมหาสมุทรแอตแลนติก
มีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับภาคเหนือบ้านเรา แต่กลับมีประชากรแค่ราว 300,000 คนเท่านั้น
ซึ่งมากกว่าประชากรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพียงเล็กน้อย
และสินค้าส่งออกหลักของประเทศไอซ์แลนด์ ก็คือ อะลูมิเนียม รวมถึงปลาแช่แข็งและแปรรูป

บริษัท Landsvirkjun ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1965 โดยรัฐบาลไอซ์แลนด์และเขตการปกครองเมืองเรคยาวิก ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์นั่นเอง

โดยทางตัวเมืองนั้นได้มอบโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 3 แห่ง บริเวณแม่น้ำซอยิด ให้กับบริษัทเพื่อเป็นโรงไฟฟ้าตั้งต้น

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1969 Landsvirkjun ก็ได้เปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งใหม่ที่ชื่อว่า Búrfell
ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 270 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประเทศจนมาถึงปี 2007

ซึ่งโรงไฟฟ้า Búrfell นี้ สามารถผลิตไฟฟ้า ให้ครอบคลุมความต้องการใช้ไฟฟ้า ในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำคัญ สำหรับอุตสาหกรรมสำคัญอย่าง อะลูมิเนียม ที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไอซ์แลนด์

หลังจากนั้น โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำหลายแห่ง ก็ได้ถูกสร้างขึ้นกระจายไปทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคต่าง ๆ

แต่ว่ามีสิ่งหนึ่ง ที่ไอซ์แลนด์มีต่างจากประเทศอื่น
นั่นก็คือ “พลังงานความร้อนใต้พิภพ” หรือ Geothermal power

ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่บนรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก และยังมีภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก

จึงมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจำนวนมาก ซึ่งเป็นพลังงานที่มีมหาศาล มีความเสถียร และค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ต่ำ

เดิมทีนั้นก็มีการใช้แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในการให้ความอบอุ่น แก่อาคารที่พักอาศัยในไอซ์แลนด์อยู่แล้ว

พอมาในปี 1969 จึงได้มีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพต้นแบบ แห่งแรกขึ้นมาชื่อว่า “Bjarnarflag” โดยมีใบพัดที่ใช้ไอน้ำจากความร้อนใต้ผิวโลก ในการหมุน 1 ชุด สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3 เมกะวัตต์

หลังจากนั้นจึงมีการสร้างเพิ่มอีก 2 แห่งในปี 1977 และ 2017
โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 60 และ 90 เมกะวัตต์ตามลำดับ

โดยในปัจจุบันนั้น Landsvirkjun มีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 20 แห่ง แบ่งเป็น

- โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 15 แห่ง กำลังการผลิต 1,991 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 3 แห่ง กำลังการผลิต 153 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 แห่ง กำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์
รวม 2,146 เมกะวัตต์

ซึ่งกำลังการผลิตไฟฟ้าของ Landsvirkjun คิดเป็น 3 ใน 4 ของปริมาณไฟฟ้า ในระบบทั้งหมดของประเทศไอซ์แลนด์

อย่างไรก็ตาม หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว
ตัวเลขนี้ถือว่าใกล้เคียงกับปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ของจังหวัดชลบุรีเพียงจังหวัดเดียว
หรือคิดเป็นเพียง 5% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ในระบบของประเทศไทย เท่านั้น

ทีนี้ เราลองมาดูผลการดำเนินงานของ Landsvirkjun ในช่วงที่ผ่านมา

ปี 2019 รายได้ 16,200 ล้านบาท กำไร 3,700 ล้านบาท
ปี 2020 รายได้ 14,500 ล้านบาท กำไร 2,500 ล้านบาท
ปี 2021 รายได้ 20,000 ล้านบาท กำไร 4,800 ล้านบาท

แม้ว่าตัวเลขจะดูเติบโตจากปีก่อนหน้ามาก แต่ปริมาณไฟฟ้าที่ขายได้นั้น เติบโตขึ้นมาจริงเพียง 5%

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้และผลกำไรในปีล่าสุดสูงขึ้นมานั้น มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ

1. การฟื้นตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงไปอย่างมาก เนื่องจากวิกฤติโควิด 19 ในปีก่อนหน้า

2. ราคาไฟฟ้าที่ขายให้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ได้มีการปรับราคาขึ้น 55% ตามตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดในปีที่ผ่านมา

ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าในแต่ละประเทศ
ก็มีขุมทรัพย์ทางธรรมชาติ ที่แตกต่างกันออกไป
อย่างในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่
ประเทศจีน มีเหมืองและเป็นผู้ผลิตถ่านหิน ใหญ่สุดในโลก

แต่สำหรับประเทศไอซ์แลนด์นั้น เรียกได้ว่ามีขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร
เพราะประเทศแห่งนี้ ใช้ความร้อนจากใต้พิภพนำมาสร้างพลังงานไฟฟ้า เลยทีเดียว..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

Powered by MakeWebEasy.com
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy  and  Cookies Policy