MG X ลงทุนแมน กรณีศึกษา 7 ปีของ MG กับการเติบโต อย่างน่าจับตา ในวันที่รถรุ่น MG 6 เปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ต้องเผชิญกับคำถามมากมายที่พุ่งเป้าไปที่สารพัดความท้าทายให้ MG ต้องพิสูจน์ตัวเอง

44 Views  | 

MG X ลงทุนแมน กรณีศึกษา 7 ปีของ MG กับการเติบโต อย่างน่าจับตา ในวันที่รถรุ่น MG 6 เปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ต้องเผชิญกับคำถามมากมายที่พุ่งเป้าไปที่สารพัดความท้าทายให้ MG ต้องพิสูจน์ตัวเอง

MG จะอยู่ในประเทศไทยได้อีกนานแค่ไหน?
อุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยถูกครอบครองด้วยค่ายรถญี่ปุ่นมายาวนานครองส่วนแบ่งการตลาดร่วมกันกว่า 90% ประเด็นคือ MG จะแย่งชิงยอดขายมาได้อย่างไร

รถที่ผลิตออกมาคุณภาพจะตรงตามความต้องการลูกค้าหรือไม่
จนถึงเรื่องโชว์รูมจะมีจำนวนเท่าไร บริการหลังการขายจะดีไหม

สมมติหากเราเป็นเจ้าของค่ายรถยนต์ MG ในเมืองไทย หากได้ยินคำถามเหล่านี้
ก็อาจรู้สึกท้อแท้ สูญเสียความมั่นใจ

แต่ MG ไม่ได้คิดเช่นนั้น ตรงกันข้ามกลับขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรวดเร็วและทรงพลัง
จากค่ายรถยนต์ที่มียอดขายอันดับท้ายๆ MG ค่อยๆ ไต่อันดับแซงหน้าค่ายรถยนต์อื่นๆ

คำถามคือ MG ใช้กลยุทธ์อะไร จนสามารถสร้างยอดขายเติบโตทุกๆ ปี
แล้วจากจุดเริ่มต้นที่ต้องเผชิญกับสารพัดความท้าทาย MG ผ่านมันมาได้อย่างไร
ลงทุนแมน จะวิเคราะห์ให้ฟัง

รู้หรือไม่ว่า 7 ปีที่ผ่านมา MG สร้างยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขาย 3 ปีล่าสุด
พ.ศ. 2561 มียอดขายรถยนต์ 23,740 คัน เติบโต 98%
พ.ศ. 2562 มียอดขายรถยนต์ 26,516 คัน เติบโต 12%
พ.ศ. 2563 มียอดขายรถยนต์ 28,316 คัน เติบโต 7%

ใครจะคิดจากปีแรก MG มียอดขายแค่ 204 คัน มาวันนี้มียอดขาย 28,316 คัน
ในระยะเวลา 7 ปี MG สามารถก้าวมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดรถยนต์เมืองไทย

หลายคนคงตั้งคำถามว่า MG ใช้กลยุทธ์อะไรที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ตัวเองโตแบบก้าวกระโดด
ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้มีหลายเหตุผลเลยทีเดียว

ข้อแรกและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ Product
รู้หรือไม่ วิธีคิดในการผลิตรถของ MG คือการผลิตรถยนต์ที่เกินความคาดหมาย
หากยังจำกันได้ รถที่พลิกเกมให้แบรนด์ MG ขายดีและเป็นที่รู้จักกว้างขวางก็คือ MG3
เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว รถคันนี้ถือเป็นการปฎิวัติวงการรถยนต์ขนาดเล็กหรือ ECO Car
อย่างที่ไม่เคยมีค่ายรถไหนเคยทำมาก่อน

เพราะใครจะคิดว่าการจ่ายเงินซื้อรถเล็กในราคา 559,000 บาท จะได้ฟังก์ชันซันรูฟ
ซึ่งเวลานั้น เราต้องซื้อรถราคาหลักล้านบาทขึ้นไป ถึงจะได้ฟังก์ชันนี้

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ รถคันนี้ยังมีดีไซน์ที่ทันสมัยแฝงไปด้วยสีสันความสนุก
มาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นกว่ารถ ECO Car ของคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน

จากนั้น MG ก็เริ่มผลิตรถรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือรถทุกรุ่นจะถูกผลิตภายใต้แนวคิด
“รถที่มีเทคโนโลยีเหนือชั้น มาพร้อมความทันสมัย และมีความคุ้มค่า”

ก็ต้องบอกว่า MG ขับเคลื่อนถนนทางการตลาดได้ถูกทาง
เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังผสมผสานกับเทคโนโลยีจนเป็นเนื้อเดียวกัน

แล้ว MG ก็ตอกย้ำเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เราได้เห็น App ที่ชื่อว่า i-SMART ที่ถูกใส่ในรถรุ่น MG3, MG ZS, MG ZS EV, MG HS, MG HS PHEV, MG EXTENDER
โดย App นี้สามารถเช็กสถานะรถได้อย่างละเอียด, สั่งงานรถด้วยเสียง และฟังก์ชันอื่นๆ

ที่น่าสนใจกว่านั้น เชื่อหรือไม่ว่า ณ เวลานี้ MG มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถไฟฟ้า
ด้วยยอดขาย 826 คัน คิดเป็น 88% จากตลาดรวมรถไฟฟ้าเมืองไทยปีที่ผ่านมา 939 คัน

และไม่ใช่แค่นั้นในรถกลุ่ม SUV ปีที่ผ่านมา MG ก็มียอดขายถึง 17,819 คัน
ทำให้มียอดขายรวมเป็นอันดับ 1ในตลาดรถ SUV อีกด้วย

หนึ่งในเหตุผลของการเติบโตต่อเนื่องก็คือ บริการหลังการขาย เรื่องนี้ถือว่าสำคัญ
แล้ว MG สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในเรื่องนี้ได้อย่างไร…

จากเมื่อ 7 ปีที่แล้วมีไม่ถึง 10 สาขา ปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ
และเตรียมขยายเป็น 170 แห่งภายในสิ้นปีนี้

การขยายสาขารวดเร็วก็เพราะ MG ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย
พร้อมคิดค้นการให้บริการที่ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

จนถึงการสร้างบริการใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ
ผ่านบริการหลากหลายรูปแบบ
อย่างที่สร้างชื่อเสียงโดดเด่นคือบริการ เอ็มจี โมบาย เซอร์วิส
บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะนอกสถานที่

พอเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้คนกล้าตัดสินใจซื้อรถ MG มากขึ้น
และไม่ใช่แค่นั้น แต่ MG ยังกล้าลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว “MG SUPER CHARGE”
ซึ่งคาดว่าเมื่อถึงปลายปี พ.ศ. 2564 จะมีกว่า 600 สถานี
เป้าหมายก็เพื่อให้คนมั่นใจ และกล้าซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของ MG นั้นเอง

ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่าเมื่อ MG ต่อจิกซอว์แบรนด์ตัวเองเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เป้าหมายยอดขายในแต่ละปี ก็ถูกตั้งเป้าสูงขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ ปี
โดยปีนี้ MG ตั้งเป้ายอดขาย 42,000 คัน เติบโตกว่า 40% หากเทียบกับปีที่แล้ว

เรื่องราวของแบรนด์ MG นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อย
อย่างที่เรารู้กัน อุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นแทบจะครองตลาดเบ็ดเสร็จ
เสมือนเป็นการปิดประตูแห่งโอกาสให้แบรนด์น้องใหม่ได้ “แจ้งเกิด”

แต่ในความเป็นจริง ประตูแห่งโอกาส ไม่เคยถูกปิดตายในโลกของธุรกิจเลยสักครั้ง

ขอแค่..เราเชื่อว่า เราทำได้ และพร้อมสร้าง “ความต่าง” ที่คู่แข่ง มองข้าม
และที่สำคัญต้องเป็น “ความต่าง” ที่ผู้บริโภคชื่นชอบและยอมรับ

เหมือนอย่าง MG ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วย Passion ที่เต็มเปี่ยม

Powered by MakeWebEasy.com